ย้อนหลังกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ผม ด.ช เชษฐา ยารสเอก กำลังเรียนอยู่ชั้นม.3 ที่โรงเรียนภ.ป.ร ราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ กิจกรรมส่วนใหญ่ของเด็กประจำคือเล่นกีฬา หรือถ้าเรียนเก่งๆหน่อยก็จะอ่านหนังสือ น้อยคนนักที่จะสนใจเรื่องดนตรีอย่างจริงจัง มีผมนี่แหละที่หลุดคอนเซ็ปต์นิดนึง ตรงที่หันไปคลั่งไคล้เอาดีทางดนตรี

ผมชอบฟังเพลงอย่างเอาเป็นเอาตายไม่ว่าจะไทย จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น ซื้อเทปเกือบทุกม้วนมาใส่walkman กรอกหูฟังทั้งวัน มีความสุขจริงๆ พอเริ่มจับกีต้าร์ได้ก็เริ่มหัดเล่นเพลงโน้นเพลงนี้อย่างเมามันส์ จนบางทีก็ถูกเพื่อนๆค้อนใส่เพราะความหมั่นไส้แกมรำคาญเข้าให้ แต่ก็มีเหมือนกันที่ถูกเรียกใช้ให้ไปร้องเพลงดีดกีต้าร์ให้เพื่อนๆฟัง สร้างความเพลิดเพลินให้เพื่อนๆได้บ้าง แต่พอบ่อยๆเข้าเพลงเริ่มซ้ำซากเริ่มถูกแซวว่าหมดมุข ก็เลยนึกสนุกลองหันมาแต่งเพลงเองดูบ้าง แต่ก็ยังไม่วายถูกแซวอยู่ดีว่าทำไมเพลงถึงได้"ยี้"อย่างนั้น ก็แน่ล่ะสิ เพราะเพลงของผมก็หนีไม่พ้นเรื่องรักๆใคร่ๆน้ำเน่าซะจนส่งกลิ่นเหม็นอบอวลไปทั่วพื้นที่ แถมใช้คำได้เชยและโบราณเอามากๆ แหม!ก็เพลงสมัยนั้นมันก็เป็นอย่างนั้นทั้งนั้นแหละนะ ผมหัดแต่งเพลงมาเรื่อยๆจบบ้างไม่จบบ้าง มีช่วงเลิกไปก็มี เพราะต้องห่วงใยเรื่องเรียนด้วย และอยู่ในวัยกำลังคึก เลยหันไปเที่ยวเตร่เถลไถลตามดิสโก้เธคบ้างอะไรบ้าง แต่ก็ได้ประโยชน์ จากการฟังเพลงตามเธคเหมือนกันนะ เพราะทำให้หูตากว้างไกล ได้รู้ว่าเพลงเค้าฮิตส์อะไรไปถึงไหนกันบ้างแล้ว

ครั้นพอจบม.4ผมก็มีโอกาสได้ไปเรียนเมืองนอกเมืองนากะเค้าเหมือนกัน ผมไปอยู่กับครอบครัวที่อเมริกา เรียนไฮสคูลที่โน่น แรกๆก็ตื่นเต้นดี แต่นานๆเข้าบอกตรงๆว่า เบื่อและเหงาเอามากๆ คิดถึงเพื่อนที่เมืองไทย ไม่รู้จะทำยังไง ดีที่เพื่อนๆยังคอยส่งเทปเพลงไทยไปให้ฟังอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้คลายคิดถึงไปได้บ้าง จนวันเกิดครบอายุ17ปี ผมก็ได้กีต้าร์ตัวนึงเป็นของขวัญจากแม่ ดีใจมากๆที่ได้กลับมาจับกีต้าร์อีกครั้ง หลังจากนั้น ผมก็หันกลับมาแต่งเพลงของตัวเองอีก โดยมีเพื่อนๆคนไทยที่นั่น ช่วยฟังช่วยคอมเม้นท์ เป็นความสุขอย่างเดียวของผมในช่วงเวลาแห่งความเหงาใจตอนนั้น หลายๆเพลงที่แต่ง ผมยังเก็บเอาไว้อย่างดี

จนมาถึงวันที่จบไฮสคูล ผมก็เดินทางกลับมาเมืองไทยด้วยความตื่นเต้นและดีใจอย่างมาก ได้เจอเพื่อนๆได้เรียกความทรงจำเก่าๆกลับมา เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอันนึงในชีวิตของผม หลังจากใช้ชีวิตเที่ยวเตร่กับเพื่อนอยู่พักใหญ่ ก็เลยคิดเรื่องเรียนต่อ แต่ถ้าผมจะเรียนมหา'ลัยของไทย ต้องใช้วุฒิของโรงเรียนในเมืองไทย ผมก็เลยต้องไปเรียนม.6ของก.ศ.นจนจบ ช่วงนั้นก็เรียนบ้างเที่ยวบ้าง แต่ก็ยังไม่เลิกแต่งเพลง ผมมีเพลงของตัวเองเก็บไว้ในสต๊อคเยอะพอสมควร ตอนนั้นเริ่มเบื่อกีต้าร์แล้ว ก็เลยลองไปซื้อคีย์บอร์ดอันเล็กๆมาเล่น ถึงแม้ซาวด์ดนตรีจะกุ๊งกิ๊งๆแต่ก็สนุกไปอีกแบบ แล้วในที่สุดผมก็สอบติดโรงเรียนการโรงแรมของITIM ช่วงที่เรียนที่นั่นผมได้พบเพื่อนใหม่ๆหลายคน และแน่นอนที่สุดผมไม่ลืมที่จะเอาเพลงที่แต่งไว้ไปทดลองให้เพื่อนๆฟังกัน มีติชมกันพอหอมปากหอมคอ พอเรียนไปได้สักพักผมเกิดอาการ "เบื่อ" ขึ้นมา เพราะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ชอบในสิ่งที่เรียนและผมอาจจะไม่เหมาะกับอาชีพบริการประเภทนี้ เลยเริ่มโดดเรียนบ่อยๆ แต่ผมก็ไม่ได้เถลไถลไปไหนนะก็นั่งแต่งเพลงอยู่กับบ้านนั่นแหละ

จนมีอยู่อาทิตย์หนึ่ง ผมไม่ค่อยสบายเลยไม่ไปเรียนเลยทั้งอาทิตย์ นอนฟังเพลงอยู่กับบ้าน ตอนนั้นรู้สึกว่าเพลงของ ฮันนี่ภัสสร , มะลิลาบราซิลเลี่ยน กำลังดัง และต้นสังกัดคือค่ายคีตากำลังมาแรง ผมก็เกิดไอเดียขึ้นมาว่าอยากจะเอาเพลงที่แต่งเก็บไว้ไปเสนอค่ายนี้ดู ใจจริงตอนนั้นก็อยากไปแกรมมี่กับอาร์เอสนะแต่รู้สึกว่า2ค่ายนี้น่าจะเข้ายาก ไม่เอาดีกว่า บวกกับคีตาอยู่ใกล้บ้านเสียด้วย ไม่รอช้าผมก็รีบซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์บึ่งไปที่นั่นทันที พอไปถึงที่คีตา ผมกะว่าจะเอาเพลงไปเสนอถึงตัวผู้บริหารค่ายเลย แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะโดนสกัดดาวรุ่งจากพี่ประชาสัมพันธ์ที่นั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ เค้าให้ฝากเทปเอาไว้ที่เลขาของผู้บริหารและบอกว่าจะติดต่อกลับไป ก็เลยต้องจ๋อยกลับบ้านไปแต่ยังมีลุ้นอยู่ในใจนะว่าน่าจะได้

หนึ่งอาทิตย์แรกผ่านไปยังไม่มีใครติดต่อมา ผมเริ่มรู้สึกแล้วว่างานนี้จะ "แห้ว" มั้ยเนี่ยสงสัยจัง ครั้นจะโทรไปเช็คก็เกรงใจ เดี๋ยวจะหาว่าเราเรื่องมาก ก็เลยต้องยิ้มสู้อดทนรอต่อไปอีกหน่อยดีกว่าและแล้วเหมือนฟ้าเป็นใจ ปลายๆอาทิตย์ที่สอง ก็มีคนโทรมาแต่เช้า ผมงัวเงียๆตื่นมารับสายด้วยความหงุดหงิด แต่ก็ต้องตาสว่างขึ้นมาทันที เพราะเสียงหวานๆในสาย บอกให้ผมเข้าไปที่คีตาวันนี้ เพื่อไปคุยเรื่องเขียนเพลงเพราะทางบริษัทสนใจจะร่วมงานด้วย เท่านั้นแหละผมก็รีบบึ่งไปคีตาอีกครั้งด้วยความตื่นเต้นสุดขีด ไม่คิดว่าความฝันจะกลายเป็นเรื่องจริงได้ง่ายๆขนาดนี้

ที่คีตา ผมได้เข้าไปคุยกับพี่นก ฉัตรชัย ดุริยประณีต เป็นคนแรก ข้อเสนอของพี่นกคือให้ผมเข้ามาเขียนเพลงแบบทดลองงานกันไปก่อน ยังไม่มีเงินเดือนแต่มีค่าเพลงให้เพลงละ 5000บาทไม่รวมทำนองถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นผมไม่คิดเรื่องเงินเรื่องทองแล้ว มีแต่ความดีใจอย่างเหนือคำบรรยาย จำได้ว่าผมประทับใจมากกับคำพูดของพี่นกที่บอกว่า "เข้ามาร่วมงานกันนะ" และยังได้รับคำพูดต้อนรับอันอบอุ่นจากพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ กับพี่แต๋ง ภูษิต ไล้ทอง ด้วย ผมปลื้มใจมากเพราะเป็นแฟนเพลงตัวยงของ"เฉลียง"อยู่แล้วด้วย หลังจากนั้น เมื่อผมได้รับเงินเดือนหลังจากผ่านการทดลองงานแล้ว ก็เลยตัดสินใจเลิกเรียน เพื่อก้าวเข้ามาทำงานในวงการเพลงอย่างเต็มตัวในฐานะ "นักแต่งเพลงอาชีพ" เป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดในชีวิตของผมเลยทีเดียว และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ณ.ตอนนั้นผมคิดว่าผมได้เลือกเส้นทางเดินที่ถูกที่สุดแล้วสำหรับตัวเอง...

 
Back To My Profile Page