ครึ่งวัน..รถไฟ..กินลม..อิ่มบุญ

photo and story by chestha / camera- Canon400D

 

วันพุธที่17มกราคม2550

ตี5....ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางเช้าตรู่ของวันธรรมดาๆวันนึง แต่มันไม่ธรรมดาตรงที่เวลาในการนอนและการตื่นของผมมันไม่เป็นปกติเหมือนทุกวัน ที่ส่วนใหญ่จะต้องนอนเช้าตื่นบ่าย.... แต่ช่วงนี้ร่างกายมันคงเหนื่อยๆเลยได้นอนเร็วตื่นเช้าเหมือนคนส่วนใหญ่

6โมง...หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ผมรีบบึ่งรถไปจอดแถวๆที่ตลาดหน้าปากซอยลาดพร้าว1 ซึ่งเป็นที่ๆผมมักจะมาหาอะไรกินเป็นประจำ แต่วันนี้มาแต่เช้าก็เลยถือโอกาสได้ทำบุญใส่บาตรพระสงฆ์เพื่อให้จิตใจแจ่มใสซะหน่อย

7โมง... ใส่บาตรแล้วก็กินข้าวเช้าเสร็จสรรพ ด้วยความที่ยังเช้าเกินไป ไม่รู้จะทำอะไร บ้านก็ยังไม่อยากกลับ ก็เลยหอบหิ้วเอากล้องตัวโปรดตัวใหม่ลงไปนั่งรถไฟใต้ดินเล่นๆ เผื่อว่าจะไปโผล่ที่ไหนซักแห่งแล้วจะได้ลองฝึกมือกับเจ้ากล้องตัวนี้ดู แต่นั่งเล่นเพลินไปหน่อยจึงไปโผล่เอาสุดสายที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ผมเลยเดินเข้าไปชิมบรรยากาศ เฝ้าดูผู้คนมากหน้าหลายตาที่มาใช้บริการรถไฟในวันนี้ แล้วจึงบังเกิดความอยาก อยากนั่งรถไฟไปไหนซักแห่ง เพราะไม่ได้นั่งรถไฟมานานมากแล้ว

8โมง20... ผมตัดสินใจซื้อตั๋วไปลงอยุธยา เพราะมันอยู่ไม่ไกลมาก ใช้เวลาไม่เกิน2ชั่วโมงในการเดินทางด้วยขบวนรถเร็วสายกรุงเทพ-อุดรธานี

เช้าวันนี้มีผู้โดยสารไม่เยอะเท่าไหร่ พอจะหาที่นั่งในตู้ชั้น3ได้ และที่นี่ผมได้เจอกับพี่คนนึง เธอชื่อพี่วรรณ ทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดในสถานีหัวลำโพงนี่แหละ เธอช่วยแนะนำว่าผมควรจะเลือกที่นั่งอะไรตรงไหน เพราะคงเห็นหน้าตาเหรอหราที่ทำอะไรไม่ถูกของผมล่ะมั้ง แต่เธอค่อนข้างดูเป็นคนอัธยาศัยดี สรุปแล้วผมก็เลยได้นั่งคุยกับเธอไปตลอดทาง เธอชวนคุยหลายๆเรื่อง ทั้งเรื่องครอบครัวของเธอ เลยเถิดไปจนถึงเรื่องการเมืองและ...ระเบิด!

แต่ที่เป็นไฮไล้ท์ในการคุย จะเป็นเรื่องทำบุญกับหลวงพ่อองค์หนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในอยุธยา จุดหมายปลายทางที่เธอกำลังจะมุ่งหน้าไปนั่นเอง และด้วยความที่เธอรู้ว่าผมก็จะไปลงอยุธยาอยู่แล้ว จึงเอ่ยปากชวนผมไปทำบุญเสียด้วยกัน เธอเล่าว่าหลวงพ่อองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์ ผมเห็นว่าไหนๆพอไปถึงแล้วก็ยังไม่มีจุดหมายที่จะไปและการทำบุญก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมพึงอยากจะกระทำอยู่แล้วด้วย เลยตกปากรับคำไปกับเธอ


เมื่อไปถึงจุดหมาย เรานั่งรถสองแถวเข้าไปในตลาดแล้วนั่งมอเตอร์ไซต์ต่อเข้าไปยังวัดที่มีชื่อว่า วัดเจดีย์แดง ผมทำบุญกับหลวงพ่อและได้รับการพรมน้ำมนต์ซึ่งผมอยากจะเรียกว่าเป็นการพรมแบบโหม เพราะทำเอาเปียกชุ่มไปทั้งตัว แล้วก็ได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเก็บไว้บูชาสิ่งหนึ่ง

เราใช้เวลาที่วัดนี้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็ถึงเวลาแยกย้ายจากลากันไป คราวนี้ผมได้ลุยเดี่ยวโดยการจ้างมอเตอร์ไซต์คันเดิมนี่แหละ ให้พาไปยังวัดชื่อดังของจังหวัด ความจำวันนี้ของผมคงสั้นไปเลยจำชื่อวัดไม่ได้ แต่ก็ได้อิ่มบุญจากการเข้าไปกราบไหว้พระและบริจาคเงินทำบุญพร้อมกับได้เก็บภาพงามๆมาเก็บไว้ชื่นชม

แต่ด้วยความแรงของแดดจ้าๆในเวลากลางวัน มันทำให้ความอยากตระเวนเก็บภาพให้ทั่วๆของผมมันน้อยลงฉับพลันหลังจากไปได้แค่2วัด เพราะแสงก็จ้าเกินไปสำหรับการถ่ายรูป และไม่อยากกลับไปกรุงเทพเย็นนัก คิดว่าแค่นี้ก็มาไกลเกินไปสำหรับวันธรรมดาๆของผมแล้ว เลยหันหัวมุ่งกลับไปยังสถานีรถไฟ แล้วก็ซื้อตั๋วกลับสถานีบางซื่อ ที่ผมเพิ่งนึกได้ว่าไม่จำเป็นต้องถ่อไปถึงหัวลำโพงอีก เพราะสถานีรถไฟใต้ดินที่บางซื่อใกล้บ้านกว่า

ระหว่างรอรถไฟที่จะมาถึงอีก10นาที ผมก็หยิบเอากล้องคู่ใจขึ้นมาเล็งภาพกดชัตเตอร์บริเวณสถานีอีกหน่อยให้สาแก่ใจ

เที่ยง17นาที...ได้เวลาขึ้นรถไฟกลับ คราวนี้ผมนั่งคนเดียวสบายๆ แต่เบาะที่นั่งมันคงถูกใช้งานมาเยอะเมื่อดูประกอบกับสภาพรวมๆของรถไฟ ทำให้มันไม่ค่อยอยู่กับที่ซักเท่าไหร่ เลื่อนไปทางขวาทีซ้ายที จะเปลี่ยนที่นั่งหันไปดูรอบๆก็มีคนจับจองไว้หมดแล้ว เลยต้องนั่งเกร็งตัวไปเพื่อไม่ให้เบาะนั่งเจ้ากรรมมันไปรบกวนพระสงฆ์ที่นั่งอยู่ด้านหลังผม

ระหว่างที่รถไฟวิ่งไป แม้จะเป็นเพียงระยะทางสั้นๆ และวิวสองข้างทางก็ไม่ได้มีอะไรตื่นตาตื่นใจเท่ากับเส้นทางที่ออกไปไกลกว่านี้หลายเท่า แต่ลมเย็นๆที่พัดโบกหน้า สีเขียวของผืนหญ้าเป็นระยะๆ หรือแม้แต่ภาพของความแห้งแล้ง และถนนที่เต็มไปด้วยรถราที่อยู่ขนาบอีกด้านหนึ่ง ก็ทำให้การเดินทางแบบไม่ได้ตั้งใจในวันนี้เต็มไปด้วยความผ่อนคลายและสบายใจอย่างพอเพียง นี่ถ้าระยะทางมันไกลกว่านี้ผมคงได้ปล่อยให้ตัวเองงีบหลับแบบชุดใหญ่เหมือนฝรั่งที่นั่งอยู่แถวข้างๆเป็นแน่.......