photos and story by chestha / cameras : Canon400D / LC-A+ / Sony Camcorder

... และแล้ว ผมก็ได้ไปเยือนสถานที่สุดป๊อปแห่งหนึ่งของเมืองไทย เป็นที่ๆเคยคิดไว้ตั้งนานแล้วว่าชีวิตนี้จะไปให้ได้สักครั้ง แต่ติดอยู่เรื่องเดียวคือการนั่งรถ แต่เมื่อฤดูหนาวของปีนี้มาถึง บวกกับความ"อยาก"ไปเที่ยวที่ๆมันได้อารมณ์ของฤดูนี้ โดยใช้งบไม่สูงเท่าไปเมืองนอกมากนัก "ปาย"จึงผุดขึ้นในลิสต์ของผมอีกครั้ง และครั้งนี้คงถึงเวลาที่ผมจะลองเสี่ยงเผชิญพันกว่าโค้งกับเขาซะที 

 


... ผมออกเดินทางไปกับคุณแฟน หัวค่ำของวันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน2550 โดยสายการบินนกแอร์จากดอนเมืองไปลงเชียงใหม่ และพักที่นั่น1คืน หลังจากเช็คอินโรงแรมก็ออกไปเดินเตร็ดเตร่หาอะไรกินแถวๆไนท์บาร์ซ่า แล้วจึงกลับเข้ามานอนพักเพื่อเก็บแรงไว้เดินทางในวันต่อไป


เช้าวันอังคาร หลังจากตื่นนอน ด้วยความยังไม่แน่จริง เลยตกลงกับแฟนว่าจะนั่งเครื่องบินเล็กของSGAไปก่อนดีกว่า ขากลับค่อยนั่งรถ เราจึงได้ใช้บริการความตื่นเต้นของรถตู้บินได้ ซึ่งเป็นประสบการณ์หวาดเสียวของคนแพ้ความสูงอย่างผม แต่ก็ได้ชมวิวสวยๆแบบเต็มๆตา เคี้ยวหมากฝรั่งยังไม่ทันจะหายหวานดีเครื่องก็ลงจอดที่สนามบินกลางหุบเขาของปาย
เราจ้างรถตู้ของพี่ตำรวจคนนึง ไปส่งยัง เดอะ คันทรีไซต์ รีสอร์ท ที่พักของเราซึ่งตั้งอยู่กลางทุ่งนา ล้อมรอบด้วยวิวเขาสลับซับซ้อนสมอย่างเคยได้ยินมา หลังจากเช็คอินเราก็เข้าไปหาอะไรกินในเมือง เท่าที่เห็นส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเช่ามอเตอร์ไซต์ขี่กันแต่ผมกับแฟนไม่มีใครขี่เป็นซักคน ครั้นจะเดินเท้าไปๆกลับๆที่พักกับในเมืองก็ไกลอยู่ เลยเช่าจักรยานมากันคนละคัน

หลังจากเดินไปเดินมาจนทั่ว เราก็ถีบจักรยานกลับที่พักเพื่อไปรอถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก แต่จักรยานไม่ได้ช่วยอะไรมาก เนื่องจากต้องขี่ขึ้นเนินเป็นระยะๆอาการเหนื่อยก็ตามมาเป็นระยะๆอยู่ดี ที่พักของเราเป็นบังกะโลที่มีดาดฟ้าให้ขึ้นไปรับลมชมวิวได้ เลยได้สัมผัสกลิ่นไอของลมเย็นๆ ภูเขา ท้องนา และน้องควายเจ้าถิ่นแถวนั้นอย่างเต็มที่ 

หลังจากพระอาทิตย์ลาลับลงตรงแนวเขา ท้องก็เริ่มทำหน้าที่ขออาหารกินอีกแล้ว เราเลยถีบจักรยานออกไปในเมืองกันอีกครั้ง คราวนี้อยู่ยาวไปถึงดึก เดินซื้อโปสการ์ดสวยๆ ขนมพื้นเมือง และไปนั่งชิวๆดริ๊งค์แอลกอฮอลล์แบบซอฟท์ๆอยู่ที่บาร์เหล้าเล็กๆริมแม่น้ำปาย ท่ามกลางอุณหภูมิ12องศา

หลังจากชิวได้ที่ ก็ถีบจักรยานคันเดิมกลับที่พัก อารมณ์กำลังได้ผมเลยขึ้นไปเก็บภาพวิวพระจันทร์เล็กน้อย ก่อนจะลงมาเข้านอนและฟังเรื่องเล่าที่ทำเอาขนหัวลุกจากปากแฟนว่า ตอนถีบจักรยานกลับระหว่างทางตรงถนนลูกรังเส้นเล็กๆ บังเอิญเขาไปเจอสิ่งที่ไม่อยากจะเจอเข้าให้ อาจจะตาฝาดก็ได้แต่เขาบอกว่าเจอ"ผี"จริงๆ เจอยังไงไม่ขอเล่าแต่แทนที่คืนนั้นจะจบลงด้วยอารมณ์ รักแห่งสยาม มันกลายเป็น รักแห่งสยอง ไปซะนั่น


 6โมงเช้าของวันต่อมา วันพุธที่28 วันที่สองในปาย เราตื่นมาเก็บภาพวิวหมอก ถ่ายรูปไปก็สั่นไป สักพักเลยกลับไปนอนต่อ ตื่นมาอีกทีตอนสายๆ กินอาหารเช้า พอดีคุณทิพย์ น้องที่รีสอร์ทซึ่งเทคแคร์ดีมาก แนะนำพี่ไก่ ไกด์อิสระคนนึงให้ เพราะเห็นผมไม่มีรถ ก็เลยได้ใช้บริการทัวร์รถกระบะของพี่ไก่ ไปชมรอบเมืองปายทั้งวัน เราไปสถานที่ไฮไล้ท์จนเกือบครบ ทั้ง วัดน้ำฮู้ , หมู่บ้านชาวจีนยูนนาน , กองแลน , น้ำตก , สะพานประวัติศาสตร์ ก่อนจะมาจบที่ในเมืองตอนเย็นๆ


 
คืนที่2ในเมือง เราก็เดินเล่นกันอีกครั้ง แต่ขากลับที่พักเราใช้เดินเอา เพราะคืนจักรยานเช่าไปตั้งแต่ตอนเช้า เรากลับที่พักเร็วหน่อยเพราะกลัวผี ไม่ใช่ละ เพราะจะรีบนอนเร็ว พรุ่งนี้จะต้องตื่นแต่เช้าเพราะเรานัดพี่ไก่ไกด์คนเดิมให้ขับรถพาไปเที่ยวแม่ฮ่องสอน

เช้าวันพฤหัสที่ 29 วันที่3ในปาย เราออกเดินทางฝ่าเส้นทางหมอกตั้งแต่ตอน8โมงกว่าๆมุ่งหน้าสู่เมืองแม่ฮ่องสอน เป็นอีกครั้งที่ผมทำใจว่าจะต้องเจอกับเส้นทางสายเหวี่ยงตามคำร่ำลือ แต่ดีที่เทคยากันเมารถไว้และพี่ไก่แกขับรถได้นุ่มนวลมากจึงไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราแวะดูโน่นดูนี่เป็นพักๆจนไปถึงเมืองแม่ฮ่องสอน ก็ได้ไปชมหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว ที่บ้านห้วยเสือเฒ่า ซื้อของน่ารักๆติดไม้ติดมือกลับมานิดนึง แต่ที่ปลื้มสุดก็คงจะเป็นซีดีเพลงชาวเขาของน้อง ma play ที่sheมีร้องเล่นกีต้าร์สดๆให้ฟังด้วย 

เราแวะกินข้าวในเมืองแม่ฮ่องสอน ก่อนจะกลับถึงปายในช่วงเย็นย่ำ คืนสุดท้ายที่ปาย เราเปลี่ยนที่พักไปนอนที่กระท่อมริมปายในตัวเมือง เพื่อจะได้สะดวกในการไปขึ้นรถโดยสารกลับเชียงใหม่ในวันรุ่งขี้น ตอนกลางคืนเราจึงได้สั่งลาเมืองปายด้วยการเดินเล่นในเมืองอีกครั้ง ตามเส้นทางเดิมเด๊ะ

วันศุกร์ที่30 สิ้นเดือนพฤศจิกายนพอดี เรานั่งรถตู้เที่ยว9โมงเช้าเพื่อกลับเชียงใหม่ แต่รถจะออกก็ปาเข้าไป9โมงกว่าๆ เพราะพี่คนขับอยากได้ผู้โดยสารเพิ่มอีกหน่อย ซึ่งสรุปแล้วก็ไม่มีใครมาเพิ่ม รถตู้คันใหญ่ของเรานั่งกันไป6คน ผมกับแฟน และฝรั่งอีก2คู่


และสิ่งที่ผมกลัวแต่ลืมไปแล้วก็มาถึง ความหฤโหดของเส้นทางโค้งไปโค้งมาแบบไม่ยอมเผื่อแผ่เส้นทางตรงๆไว้ซักแอะเล่นเอาแฟนผมเกือบอ้วก ส่วนผม ยากันเมารถที่ซัดเข้าไปก็ช่วยได้นิดหน่อย นั่งไปง่วงไปมึนไป หลับไม่ลงเพราะแรงเหวี่ยงของรถ ทีแรกกะว่าจะเก็บภาพระหว่างทางแต่ก็ต้องทิ้งกล้องทั้งหมดลง ขอนั่งพิงเบาะตัวเกร็งๆไปท่าจะดีกว่า ไปถึงท่ารถที่เชียงใหม่นี่แทบจะคลานลงจากรถ
เราเช็คอินกระเป๋าที่เคาน์เตอร์นกแอร์ที่เซ็นทรัลแอร์พอร์ตตอนบ่าย ก่อน แล้วใช้เวลาที่เหลือเดินในห้างก่อนจะกลับไปขึ้นชัตเติ้ลบัสของสายการยบินเพื่อไปสนามบินตอน4โมงเย็น แต่กินข้าวและเดินได้ซักพักผมก็ต้องมานั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ในร้านกาแฟร้านนึง เพราะยากันเมานี่ฤทธิ์เดชมันเยอะเหลือเกิน จนกระทั่งได้เวลาก็นั่งรถไปสนามบิน ไปรอขึ้นเครื่องอีกนิดนึงก็เหินฟ้ากลับมาสู่สนามบินดอนเมืองตอน6โมงเย็นหน่อยๆ ...พร้อมกับความทรงจำแบบหนาวๆเมาๆว่าครั้งหนึ่งในชีวิต ผมได้ไปปายมาแล้ว...ซะที